กระทู้อัพเดท

The Siam Tharawalai / www.siamtharawalai.com เดอะ สยามธาราวาลัย

ขณะนี้เวลา 23:00:07 , 20 มีนาคม 2010

ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ชื่อล็อกอิน รหัสผ่าน [ ลืมรหัสผ่าน ]
เข้าสู่ระบบถาวร

กระทู้อัพเดท >> ชั้นกิจกรรม /Aactivity & Charity >> ..... GLOBAL WARMING .....

 
#0001 - ..... GLOBAL WARMING .....

เจ้าของกระทู้ : tham
ตำแหน่ง : ผู้ดูแล
เพศ : ชาย



..... GLOBAL WARMING .....

นักนิเวศวิทยาต่างลงความเห็นว่า ความแปรปวนของธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่ว่า ฝนตกดินถล่ม น้ำท่วม ล้วนมีปัจจัยมาจากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ทรัพยากรดินน้ำอย่างไม่เหมาะสม ฯลฯ ไม่ว่าตัวแปรเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คืออะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วสำหรับชาวบ้านที่อยู่ริมทะเล เสาไฟฟ้าที่เคยตั้งอยู่ข้างถนน วันนี้กลับยืนเข้าแถวเรียงราวอยู่ห่างจากชายฝั่งไปหลายร้อยเมตร

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการวิจัยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะหลังกระแสลมเปลี่ยนทิศทางและมีความรุนแรงมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นในทะเลสูง และเกิดลมมรสุมเพิ่มมากขึ้น

"สังเกตดูว่าคลื่นลมในทะเลเกิดการเปลี่ยนทิศทาง คลื่นแถบอ่าวไทยที่ปกติสูง 1 เมตร ก็เพิ่มเป็น 2 เมตร ขณะที่ฝั่งอันดามันก็มีคลื่นสูงเป็น 4-5 เมตร จากเดิมเคยมีคลื่นสูงราว 2- 3 เมตร เดิม 3-5 ปีจะมีพายุจรพัดมาสักลูก แต่ในช่วง 10 ปีนี้เกิดพายุเฉลี่ย 1-2 ปี หนึ่งลูก" นักวิชาการกล่าว

การเปลี่ยนแปลงและความรุนแรงของคลื่นในอ่าวไทยและอันดามัน เป็นผลมาจากความเร็วของลมประจำทิศและพายุเป็นหลัก โดยที่ตั้งของประเทศไทยได้รับอิทธิพลของลมประจำถิ่นจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดมาจากตอนบนของประเทศระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงกุมภาพันธ์ นำพาความเย็นเข้าสู่ประเทศไทยและพัดผ่านอ่าวไทยก่อให้เกิดฝนตกชุกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระดับคลื่นทะเลและลมส่งผลให้ชายฝั่งด้านอ่าวไทยทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ถูกกัดเซาะพื้นที่หายไปในทะเลอย่างต่อเนื่อง

ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากทะเลอันดามันช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมนำพาความชุ่มชื้นเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกชุกในภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ไทยยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนหรือลมพายุจร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลมพายุดีเปรสชัน มีจุดกำเนิดจากบริเวณทะเลจีนใต้และมีส่วนน้อยที่เกิดในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก โดยพายุโซนร้อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศในช่วงเดือนตุลาคมถึง เดือนธันวาคม และจะเคลื่อนตัวผ่านภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศ

ปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงอีกตัวหนึ่งคือ อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น "จากการคาดการณ์ของแบบจำลองการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ พบว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 1.2-2 องศาเซลเซียส หรืออาจจะสูงขึ้นถึง 3.5-5 องศาเซลเซียสในอีก 40-50 ปีข้างหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลมพายุมากขึ้นในอนาคต และมีผลต่อระดับน้ำทะเล" นักวิชาการจุฬาฯ กล่าว

สำหรับระดับน้ำทะเลทั่วโลกซึ่งได้จากสถานีวัดน้ำทะเลทวีปต่างๆ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 12-15 เซนติเมตร ซึ่งคาดว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิโลก เพราะบางแห่งที่เกิดระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นจะเกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน หรือระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นผสมกับเกิดการทรุดตัวของแผ่นดินได้

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เขาประเมินว่า ในช่วง 30 ปีข้างหน้า การทรุดตัวของแผ่นดิน และความแปรปรวนของภูมิอากาศโลกจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นถึง 20%และจะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม ดินทรุด น้ำแล้ง และปริมาณฝน ภูมิอากาศในฤดูกาลต่างๆ

หากเปรียบเทียบอัตราของแผ่นดินทรุดที่พบบริเวณชายฝั่งทะเลปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่อัตราประมาณ 24-45 มิลลิเมตรต่อปี กับข้อมูลการศึกษาเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลของบริเวณอ่าวไทยในอดีตพบว่า ในช่วงประมาณ 6,000-12,000 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอยู่ที่ประมาณ 16-26 มิลลิเมตรต่อปี การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลด้วยอัตราดังกล่าวทำให้ระดับน้ำทะเลในอดีตสูงขึ้นทั้งสิ้น 65 เมตร และได้รุกท่วมบริเวณอ่าวไทยทั้งหมดที่เป็นที่ราบภาคกลางและกรุงเทพมหานคร

ขณะเดียวกัน มีการประเมินระดับน้ำทะเลใน 20 ปีข้างหน้าพบว่า ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงของพายุโซนร้อน และหากแผ่นดินทรุดยังเกิดอย่างต่อเนื่อง บวกกับระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยไม่มีมาตรการอะไรมาแก้ปัญหาเลย สุดท้ายกรุงเทพฯและปริมณฑลหายไปเกือบครึ่งเมือง เนื่องจากขณะนี้ไม่มีพื้นที่รับน้ำเหลืออยู่แล้ว

"การเปลี่ยนแปลงของกระแสลม และการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนส่งผลให้ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยหายไปจำนวนมาก" รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวเสริม

การลดลงของป่าชายเลนทั้งด้านอ่าวไทยและอันดามันมีสาเหตุ 2 ประการ คือการตัดไม้ป่าชายเลน เพื่อการผลิตถ่านไม้ และการปรับพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนดังกล่าว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเพิ่มมากขึ้น

สถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น โดยขณะนี้จังหวัดริมชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัด ทั้งแถบฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 599 กิโลเมตร หรือ 21% ของพื้นที่ชายฝั่ง 2,667 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงปากแม่น้ำแม่คลองครอบคลุม 5 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กทม. สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวและมีการกัดเซาะรุนแรงที่สุดของประเทศ เนื่องจากบางพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี

สำหรับจังหวัดสมุทรปราการจุดที่ประสบปัญหามากแถวบริเวณบ้านขุนสมุทรจีน ซึ่งในรอบ 38 ปีที่ขณะนี้พื้นที่หายไป 11,000 ไร่ และจากการทำแบบจำลองอีก 20 ปี จะหายไปอีก 37,000 ไร่ ซึ่งกระทบกับชาวบ้านโดยตรง

พื้นที่ดังกล่าวจะใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแบบเป็นระบบโดยได้รับงบฯ จากสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)จะทดลองทำโมเดลโดยผสมผสานทั้งโครงสร้าง ปลูกป่าชายเลน และ การเติมตะกอนดินในระยะทาง 400 เมตรใช้ระยะเวลา 1-2 ปี 

ภาพรวมพื้นที่ชายฝั่งทะเลรวม 30 แห่ง ที่เป็นพื้นที่วิกฤติมาก คือชายฝั่งทะเลเกาะแมว-แหลมหญ้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี พบอัตรากัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี เป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร รองลงมาชายฝั่งทะเลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง แถวหาดทรายทอง ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หาดหายไป 5-10 เมตร เนื่องจากการสร้างท่าเรือน้ำลึกยื่นไปในทะเล

“ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เกิดจากแผ่นดินทรุดนั้น พบว่า ในอนาคตบางพื้นที่จะมีอัตราการกัดเซาะมากถึงร้อยละ 65 เมตรต่อปี ซึ่งหากไม่มีมาตรการใดๆ ในการ แก้ปัญหาก็จะเกิดการกัดเซาะชายฝั่งหายไปอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตรในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นที่ตั้งของชุมชนหนาแน่น มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และกำลังมีการพัฒนาขยายตัวของเมืองใหม่ และอยู่ใกล้กับสนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิที่ห่างจากชายฝั่ง 15 กิโลเมตร ในอีก 100 ปีจะถูกน้ำทะเลรุกท่วมเข้ามาอีกประมาณ 6 - 8 กิโลเมตร” รศ.ดร. ธนวัฒน์ กล่าว

รับมือคลื่นกระทบฝั่ง

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นายสุรพล กฤษณามระ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ในการสำรวจการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนบน พบว่าหน่วยงานในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการหาแนวทางป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ไม้ปักเป็นแนวกันคลื่น การทิ้งหินริมชายฝั่งเพื่อลดการกัดเซาะ หรือแม้กระทั่งการวางไส้กรอกทรายเพื่อกันคลื่นนอกชายฝั่งของกรมการขนส่งทางน้ำพาณิชย์นาวี

"ผลที่ได้จากการสร้างแนวป้องกันไม่สามารถรักษาแนวชายฝั่งได้ตลอดไป หากแต่เป็นเพียงการชะลอการพังทลายของดินเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ให้ยื่นออกไปในทะเลได้ อีกทั้งในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบางวิธียังเป็นการย้ายจุดรับผลกระทบไปยังบริเวณอื่นอีกด้วย" นายสุรพล กล่าว

นางสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านขุนสมุทรจีนซึ่งได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง กล่าวว่า ถึงแม้คนในชุมชนจะช่วยกันหาทางป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งด้วยการปักเสาไม้หรือทิ้งหินเป็นกำแพงกันคลื่นกัดเซาะแล้ว ก็ยังไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก และปัญหาดังกล่าวนอกจากจะทำลายที่ดิน บ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านแล้วนั้น ยังคงทำลายสังคมประเพณีและวัฒนธรรมอันงดงามไปจากชุมชนด้วย

เดิมชาวบ้านขุนสมุทรจีนมีอาชีพประมงแบบพื้นบ้าน แต่หลังจากมีการพังทลายของดินอย่างต่อเนื่องสัตว์ทะเลจำพวกพวกปู กุ้ง ปลาก็พลอยหายไป คนในชุมชนจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตออกไปใช้แรงงานแทน ทำให้ไม่มีเวลาอยู่ดูแลครอบครัวจนเกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงรูปแบบการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เหมาะสมและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งแนวทางในการป้องกันการกัดเซาะตลอดแนวชายฝั่งทะเลต้องมีความสอดคล้องกันมิใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นไปอย่างยั่งยืน

รูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของโลกพบว่ามีอยู่ 3 วิธีการด้วยคือ 1.การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเช่น กำแพงกันคลื่นชายฝั่ง เขื่อนกันตะกอนร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง แนวปะการังเทียมหรือสาหร่ายเทียม และการปักเสาไฟฟ้าหรือไม้ลวก 2.การสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ เช่นการเติมทรายบนชายหาดที่ถูกกัดเซาะ การปลูกป่าชายเลน และการกันพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติไม่ให้ชาวบ้านอาศัย 3.การไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นคือ อพยพย้ายถิ่นเมื่อการกัดเซาะเข้ามาถึงที่พักอาศัย

วิธีการป้องกันแนวชายฝั่งบ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่การกัดเซาะที่รุนแรงที่สุดนั้น ได้สร้างการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเข้ามาในระยะแรก ใช้เสาคอนกรีตรูปสามเหลี่ยมปักเป็นแนวกันคลื่นและติดสาหร่ายเทียมด้านหน้าเพื่อช่วยดักเก็บตะกอนในน้ำ

จากนั้นเมื่อตะกอนเริ่มมีมากขึ้นจึงปลูกป่าชายเลนเพื่อช่วยยึดตะกอนไม่ให้ถูกคลื่นกัดเซาะ เมื่อป่าชายเลนขยายพื้นที่ลงไปในน้ำมากขึ้นเท่าไหร่พื้นที่ชายฝั่งบริเวณนั้นก็จะงอกกลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งหากรูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะตั้งชื่อว่า “ขุนสมุทรจีน 49A1” ถือเป็นวิธีการเพิ่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้เป็นครั้งแรกของโลก

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาจำเป็นจะต้องยึดแนวทางผสมผสาน คือการสร้างเสถียรภาพของชายฝั่งทะเล โดยโครงสร้างทางวิศวกรรมชายฝั่งนอกจากนี้สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนดแนวทางตามแผนแม่บทการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลโดยการกำหนดระยะของสิ่งก่อสร้างบนชายหาด โดยไม่ให้มีการก่อสร้างบนชายหาด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ความเสียหายกับทรัพย์สินไปด้วย

..................................................................................................................





ตอบโดย : tham
ตำแหน่ง : ผู้ดูแล
เพศ : ชาย


"ร่วมมือ ร่วมใจ รักษ์โลก หยุด สภาวะโลกร้อน"

ใน ปัจจุบัน สภาวะโลกร้อน กำลังเป็นที่สนใจจากคนทั่วโลก เนื่องจากผลกระทบต่างๆ ที่ตามมาจาก ภาวะโลกร้อนนี้ ปฏิเสธไม่ได่ว่า มนุษย์เราทุกคนต่างตระหนักดีว่า หากเรายังดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิม ปล่อยปละละเลยโลกและทำลายธรรมชาติ ที่อยู่รอบๆ ตัวต่อไป มหันตภัยร้ายก็จะกลับมาทำร้ายพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิของโลกที่สูงมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็จะเป็นธารน้ำแข็งและน้ำแข็งตามทั่วโลกละลาย และสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตกหนัก ตรงจุดนี้พวกเราทุกคนต่างรู้กันดี 

และในวันนี้ยังไม่สายเกินไปที่เราจะหันกลับมาใส่ใจโลกของเรา และรักษาโลกของเรา ให้กลับมามีสุขภาพดีต่อไป

สถานการณ์ภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

สาเหตุ ของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันคือ ภูมิอากาศของโลกมาจากพลังงานของดวงอาทิตย์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของแสงแดด พลังงานประมาณ  70% ถูกดูดซับโดยผ่านชั้นบรรยากาศลงมาให้ความอบอุ่น ส่วน 30% จะสะท้อนกลับไปนอกโลก ในรูปของแสงอินฟราเรด ทำให้โลกไม่ร้อนจนเกินไป

“ก๊าซเรือนกระจก”ซึ่งคอยดูดซับความร้อนไม่ให้มีน้อยจนเกินไป ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) โอโซน(O3) มีเทน(CH4) ไนตรัสออกไซด์(N2O) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ก๊าซเหล่านี้มีปริมาณรวมกันทั้งสิ้นไม่ถึง1% ของบรรยากาศ แต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้โลกของเรามีอุณหภูมิอุ่นขึ้นจากเดิมประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์

จริง ๆ แล้วโลกร้อนเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่อันดับหนึ่งคือเกิดจากการที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รังสีความร้อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาถูกกักไว้ในโลก โดยไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปได้ หรือที่เรียกว่า "ภาวะเรือนกระจก" ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น  และ 50 ปีที่ผ่านมาหลังอุณหภูมิของโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

และในตอนนี้ โลกได้เริ่มเกิดมหันตภัยขึ้นแล้ว นี่เป็นตัวอย่าง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงจาก "สภาวะโลกร้อน"

ในประเทศโคลัมเบีย ทางเทือกเขาในอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้ เชื้อมาเลเรียได้แพร่ระบาดมากขึ้น

ธารน้ำแข็งใน แถบ Greenland ละลาย เพิ่มมากขึ้นกว่า 2 เท่า รอบ 10ปี ที่ผ่านมา

สัตว์และพืช อย่างน้อย 279 สายพันธุ์ ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน และได้เริ่มมีการเคลื่อนย้ายสายพันธุ์เพื่อเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น

การเสียชีวิต จากสภาวะโลกร้อนจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า ในเวลาอีกเพียง 25 ปี จะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 300,000 คนต่อปี

ระดับ น้ำทะเลทั่วโลก จะสูงมากขึ้นกว่า 20 ฟุต จากการละลายของธารน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทั่วโลก

สิ่งมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านประเภท จะสามารถสูญพันธ์ได้ โดยมีผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อนนี้ ในปี 2050

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  เฉพาะประเทศไทย

  • เกิด การกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง เช่นในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ถูกกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วกว่า 13,700 ไร่
  • เกิด อุทกภัยอย่างรุนแรง  และเกิดพายุบ่อยครั้ง  ซึ่งสังเกตได้ในปัจจุบัน สร้างความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินมหาศาลเช่น อุทกภัยดินโคลนถล่มใน จ.สุราษฎร์ธานี จ.อุตรดิตถ์ จ.น่าน จ.เชียงราย จ.พังงา จ.อ่างทอง จ.นครปฐม จ.พิษณุโลก เป็นต้น
  • เกิดภัยแล้งอย่างหนักในพื้นที่ๆ มีความแห้งแล้งอยู่แล้ว เช่นในพื้นที่ภาคอีสานของเรา
  • เกิด การแพร่ระบาดของโรคร้ายอย่างมาลาเรีย ไข้ทรพิษ  ไข้หวัดใหญ่  และไข้เลือดออก เช่น เมื่อปีที่แล้วมีการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกที่ อ.แม่จัน ในเด็กกว่า 266 ราย

ผลกระทบระดับโลก...

  • มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นรังสีความร้อนเป็นจำนวนมาก เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังตัวอย่างใน อเมริกา อังกฤษ รัสเซีย และนิวเดลี
  • ระดับ น้ำทะเลที่สูงขึ้น  เกาะตูวาลู ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฟิจิ ประชากรกว่า 10,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ที่นิวซีแลนด์ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจนท่วมที่อยู่อาศัย
  • ยุโรป กลางเกิดน้ำท่วมครั้งที่รุนแรงที่สุดในศตวรรษถึง 3 ครั้งภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณน้ำฝนได้เพิ่มขึ้นเพราะอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันในฤดูร้อนก็มีอุณภูมิสูงขึ้น เช่น ประเทศอังกฤษมีอุณหภูมิกว่า 37 องศาเซลเซียส
  • พายุเฮอริเคนที่มีจำนวนมากขึ้น เห็นได้จากปี 2549 ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องผจญกับเฮอริเคนถึง 4 ลูก
  • ความแห้งแล้งยังก่อให้เกิดไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงทั่วโลก ตั้งแต่ป่าในสหรัฐอเมริกา ป่าอะเมซอนในบราซิล ไปจนถึงป่าในออสเตรเลีย

วิธีช่วยลด สภาวะโลกร้อน เริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวคุณ
1. ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ เครื่องปรับอากาศ พัดลม
2. เลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน ในกรณีที่สามารถทำได้
3. ทานอาหารให้หมด เพราะเศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้จะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งก่อให้เกิดปริมาณ ความร้อนต่อโลก เมื่อหลายคนรวมๆกันก็เป็นปริมาณความร้อนที่มาก
4. ร่วมมือกันปลูกต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้จะระบายความชุ่มชื้นให้กับโลก และ ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุภาวะเรีอนกระจก
5. ช่วยกันลดการใช้ปริมาณไฟฟ้า เริ่มต้นง่ายๆ ที่บ้านของคุณ
6. พยายามลดการใช้โฟม และถุงพลาสติก เช่น เมื่อซื้อของตามห้างสรรพสินค้าพยายามใส่ของรวมกัน ลดการใช้วัสดุที่ย่อยสลายยาก และไม่ลืมที่จะนำกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง
7. ใช้กระดาษทุกแผ่นให้คุ้มค่า ใช้ด้วยความประหยัด และนำกลับมาใช้อีกครั้งหากสามารถทำได้ เพราะกระดาษทำมาจากต้นไม้ และต้นไม้นั้นเป็นปราการสำคัญของโลก ที่จะช่วยลดสภาวะโลกร้อน


ตอบโดย : tham
ตำแหน่ง : ผู้ดูแล
เพศ : ชาย


   " นานาชาติตื่นตะลึง เทือกเขาหิมาลัยละลายหนัก เกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ "

การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีผลให้น้ำแข็งบนเทือกเขา หิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว โดยผู้รู้เกรงว่าภูเขาน้ำแข็งที่เก่าแก่บนเทือก เขาหิมาลัยซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญแก่แม่น้ำหลายสายในเอเชีย อาจละลายหมดไปจาก โลกภายในหนึ่งถึงสองชั่วอายุคนก็ได้ ถ้าหากโลกยังร้อนขึ้นทุกวัน

ภูเขาน้ำแข็งเป็นตัววัดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศโลกที่ดี ที่สุด เพราะละเอียดอ่อนอย่างมากต่อการขยับตัวสูงลงของอุณหภูมิ และนั่นเป็น เหตุที่ทำให้ผู้รู้และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนคือสาเหตุหลักที่ ทำให้ภูเขาน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์ มาดาน ลาล เชษฐา จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง เนปาล เล่าให้วีโอเอภาคภาษาไทยฟังถึงสภาพปัญหาว่า การละลายของน้ำแข็งใน เทือกเขาหิมาลัยเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วน่าเป็นห่วงมาก โดยประมาณว่าในส่วนหิมาลัยตอนกลางน้ำแข็งหายไปปีละ 10 เมตร ทีเดียว โดยเขาบอกว่าสภาพการณ์ ทางธรรมชาตินี้เราไม่สามารถกอบกู้ชั้นน้ำแข็งที่ละลายไปแล้วกลับคืนมาได้

นักวิทยาศาสตร์ชาวเนปาลท่านนี้บอกว่า มีการสังเกตุเรื่องนี้ครั้งแรก เมื่อ 33 ปีก่อนพร้อมกับทีมนักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่น แต่ตอนนั้นยังไม่เห็น การละลายของน้ำแข็งชัดเจน จนการศึกษาครั้งต่อมาในยี่สิบปีให้หลัง ทีมงาน สังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากขึ้น โดยเริ่มมีการศึกษาการละลายของน้ำ แข็งมากขึ้น โดยขยายจากหิมาลัยตอนกลางไปถึงหิมาลัยทางตะวันออกด้วย

ประชาชนในท้องถิ่นที่เนปาล ทิเบต อินเดีย และจีน เห็นผลกระทบจากการ ละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยตอนกลางและทางฝั่งตะวันออกมาแล้วหลาย ครั้ง การละลายของน้ำแข็งทำให้เกิดทะเลสาบขึ้นมากมายที่เชิงเขา และเกิดการ ไหลบ่าของน้ำที่ทะลักออกจากทะเลสาปเหล่านี้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของชาวท้องถิ่นและยังทำให้เกิดดินถล่มด้วย ในเนปาลเมื่อ 12 ปี ก่อน น้ำจากทะเลสาบของภูเขาน้ำแข็งทะลักและไหลท่วมบ้านเรือนทำให้มีคนเสีย ชีวิตถึง 400 รายทีเดียว นอกจากนี้ในระยะยาวแล้วการละลายหายไปของน้ำแข็งใน เทือกเขาหิมาลัยยังมีผลกระทบต่อเรื่องอื่นๆ อีกด้วย

ศาสตราจารย์เชษฐาบอกว่า ในเนปาล การเกษตรกรรมเริ่มได้รับผลกระทบเพราะ แหล่งน้ำที่มาจากภูเขาน้ำแข็งจะหดหายไปเรื่อยๆ ในอนาคตอุณหภูมิท้องถิ่น เพิ่มสูงขึ้น ร้อนมากขึ้นและหนาวน้อยลง ทำให้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนประเภท ของพืชที่จะปลูกให้เข้ากับอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางสุขภาพ ด้วย เพราะเริ่มมียุงชุกชุมขึ้นเนื่องจากอากาศอุ่นขึ้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้ เจ็บใหม่ๆ ในประเทศ

ศาสตราจารย์เชษฐา บอกว่า ปัญหาโลกร้อนที่สร้างให้เกิดอุทกภัยทาง ธรรมชาติ มักจะกระทบรุนแรงต่อประชาชนในชาติด้อยพัฒนา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็น ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับ ปัญหา

ส่วนในอินเดีย การละลายหายไปของน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยเพราะโลก ร้อน เกิดผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำคงคาที่จะลดลงถึง 2 ใน 3 ในช่วงเดือน กรกฏาคมจนถึงเดือนกันยายน ทำให้เกิดปัญหาน้ำขาดแคลน กระทบต่อประชากร ราว 500 ล้านคนและพื้นที่ชลประทานถึง 37 เปอร์เซนของอินเดีย

อย่างไรก็ดี เขาถือว่าการประกาศความร่วมมือของชาติต่างๆ ในการประชุม จี 8 ในการแก้ปัญหาบรรยากาศโลกร้อนเป็นข่าวดี แต่ได้แสดงความเห็นว่าประเทศ ที่พัฒนาแล้วทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของโลก ร้อนสูงมากจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนลงให้ได้มากขึ้นให้ได้ เพื่อ ช่วยลดระดับผลกระทบต่อธรรมชาติและช่วยชลอการละลายของน้ำแข็งในเทือกเขาหิม าลัยลงมาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย.

ตอบโดย : tham
ตำแหน่ง : ผู้ดูแล
เพศ : ชาย


มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวกับผมว่า เราได้อะไรจากสังคมมามากแล้ว เราควรจะคืนกำไรให้กับสังคมบ้าง

ผมไม่เอาเปรียบใคร ผมไม่คิดทำร้ายใคร ผมไม่เห็นแก่ได้ ผมไม่เห็นแก่ตัว ผมมั่นใจว่าผมเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม

ผมเคยคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนๆหนึ่งในสังคม แต่ด้วยว่าผมเป็นคนที่ชอบเสพข่าวสารข้อมูลต่างๆ

จึงทำให้รู้ความเป็นไปในด้านต่างๆของสังคม จึงทำให้ผมมีความคิดที่อยากจะทำอะไรดีๆให้เกิดขึ้นในสังคม

แม้เพียงน้อยนิดที่ตัวเองสามารถทำได้ผมก็จะทำ ผมมองไปไกล ผมมองเห็นอนาคต

..... GLOBAL WARMING ..... ไม่ใช่ปัญหาของผม ไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็กๆ

แต่เป็นปัญหาของคนทั้งโลก รักโลกใบนี้ให้เหมือนกับรักบ้านของคุณ หยุดโลกร้อนด้วยตัวเราเอง

......................................................................


 

ความรักในชาติพันธ์ุ มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนบอกว่าชอบที่มีกิจกรรม

เพราะเค้าอยู่ว่างๆ เหงาๆ รู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรเลย แต่พอมีกิจกรรมให้ทำเค้ารู้สึกมีความสุข

ได้พบเพื่อนๆ ได้ทำอะไรดีๆให้กับสังคมที่เราอยู่ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น

ยังมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่ต้องอยู่แบบเหงาๆ เศร้าๆ เพราะความกลัวในสิ่งใดๆ

การเผชิญหน้ากับสังคมไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แล้วจะรู้ว่าเราไม่เดียวดาย

คนเราทุกคนต่างมีดีต่างกัน มีความรู้ มีความสามารถ มีศักยภาพที่ต่างกันไป

แต่เมื่อใดที่เรามารวมตัวกัน ความรู้ความสามารถได้ถูกหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียว

เกิดเป็นพลังที่สามารถทำอะไรที่สร้างสรรค์และยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้

การที่เรามารวมตัวทำกิจกรรมใดๆก็เช่นกัน ย่อมต้องอาศัยศักยภาพในหลายๆด้านถึงจะประสบความสำเร็จได้

..... GLOBAL WARMING ..... ภัยพิบัติใกล้ตัว ที่ถูกมองข้าม หลายๆคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว

แต่ที่จริงแล้วใกล้ตัวเรามาก ถ้าติดตามข่าวสารจะเห็นได้ว่า หายะจากธรรมชาติกำลังไล่คุกคามประเทศต่างๆ

ในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะน้ำท่วม คลื่นความร้อน ไฟป่า แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม อีกทั้งพายุต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้

มีผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก คงไม่มีใครอยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดกับบ้านของตัวเองหรือเกิดกับคนในครอบครัว

ผมทำได้ คุณก็ทำได้ เริ่มจากตัวเองก่อนแล้วบอกคนรอบข้าง ประหยัดพลังงานและทรัพยากรทุกอย่าง ใช้เท่าที่จำเป็น

รักโลกใบนี้ให้เหมือนกับรักบ้านของคุณ


.....ธรรม.....

......................................................................


ตอบโดย : tham
ตำแหน่ง : ผู้ดูแล
เพศ : ชาย





100 รักษ์
100 ใจ
100 ต้น
เพื่อพ่อของเรา

กิจกรรมต้นไม้เพื่อพ่อ แจกพันธ์ุไม้ นานาชนิด 100 ต้น ให้นำไปปลูกที่บ้านหรือในที่ต่างๆ เพื่อสร้างความร่มเย็นและลดภาวะโลกร้อน
อีกทั้งเป็นการทำความดีถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
ตามพระราชดำรัสและพระราชเสาวนีย์ ที่สอนให้เรารักษาธรรมชาติและป่าไม้

กิจกรรมต้นไม้เพื่อพ่อ จะนำต้นไม้นานาชนิดทั้งไม้ยืนต้นและไม้ทรงพุ่มมาแจกให้กับบุคคลทั่วไป ต้นไม้ที่นำมาแจกได้จากการขยายพันธุ์ต้นไม้ที่มีอยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาให้สิ้นเปลือง ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

การขยายพันธ์ุมีหลายวิธี ซึ่งเราสามารถทำได้ เช่น เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ แยกหน่อ เป็นต้น เมื่อขยายพันธ์ุได้แล้วให้นำพันธ์ุไม้นั้นๆใส่ในภาชนะที่มีอยู่ในบ้าน เช่น ขวดพลาสติกตัดครึ่ง กระถางที่เหลือใช้ หรือของเหลือใช้อื่นๆที่สามารถดัดแปลงมาเป็นภาชนะได้ วิธีนี้นอกจากจะทำให้ไม่ต้องเสีย
เงินแล้ว ยังไม่ก่อภาวะให้โลกอีกด้วย

ท่านที่สนใจร่วมกิจกรรม สามารถทำตามวิธีที่แจ้งไว้และถ้าสามารถระบุจำนวนต้นไม้ ที่จะนำเข้าร่วมกิจกรรมได้จะยิ่งดี จะต้นเดียวหรือหลายต้นก็ได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกความตั้งใจ

กิจกรรมนี้จะจัดที่ “ สวนลุมพินี ” ท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมให้นำต้นไม้ของท่านมาเข้าร่วมได้ที่นี่ และผู้ที่อยากได้ต้นไม้ไปปลูกก็สามารถมารับได้ในวันเดียวกัน

กำหนดการ
วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2553

16.00 น. บรรยายกิจกรรม
16.20 น. เริ่มแจกต้นไม้

ท่านที่สนใจกิจกรรมนี้ก็เพาะพันธุ์ไม้ของท่านได้เลยนะครับ แล้วพบกัน

ต้นไม้หนึ่งต้น เพื่อทุกชีวิตบนโลก


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่    thamxxx2@hotmail.com

โทร. 081-494-3770

.....ธรรม.....



โลกสวยด้วยมือเรา

 

ขอขอบคุณ   คุณเกื้อกูล พัวพิริยพันธ์  หัวหน้าสวนลุมพินี

ให้ความกรุณากับทางเว็บได้เข้าไปทำกิจกรรมแจกต้นไม้



รายนามผู้บริจาคต้นไม้

อันดับ พันธุ์ไม้ จำนวนต้น ผู้มอบ หมายเหตุ
1
มะพูด
5
คุณธรรม
2
ท้อไทย
3
คุณธรรม
3
โมกหอม
2
คุณธรรม
4
พุดไทย
2
คุณธรรม
5
ตีนเป็ด
14
คุณป๊อป
6
ไผ่อินโด
1
คุณส้ม
7
ชำมะนาด
2
คุณส้ม
8
พุทธรักษา
2
คุณเปี๊ยก
9
ว่าน 4 ทิศ
2
คุณเปี๊ยก
10
ยี่โถ
3
คุณโอ
11
ทิวา
1
คุณโอ
12
ราตรี
1
คุณโอ
 


 



 


 



 


 

ตอบกระทู้
สิทธิการใช้งาน ! ท่านยังไม่ได้กรอกข้อมูลหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในระบบสมาชิก
กรุณากรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนโดยเข้าสู่ระบบสมาชิกและแก้ข้อมูลส่วนตัวของท่าน

อ่านคำชี้แจงเกี่ยวกับการกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนที่นี่




Thailand Web Stat 212Forums ® 1.0 beta Powered By 212cafe.com ( แจ้งฟอรั่มไม่เหมาะสม | สมัครใช้งานฟรีฟอรั่ม )